2006/Aug/15

คุณพ่อโดนฟ้องคดีแพ่ง ซึ่งคุณพ่อพึ่งโอนกรรมสิทธิ์ต่างๆในสินทรัพย์ให้ลูก

หลังจากที่เกิดคดีขึ้นแล้ว(ขึ้นศาลแล้ว) ขณะนี้ศาลชั้นต้นตัดสินมาแล้วว่าแพ้คดี

อยากเรียนถามว่า...

1. ก่อนหน้านี้บ้านที่อาศัยอยู่ขณะนี้เป็นของคุณพ่อคนเดียวและเป็นสินสมรส (แม่เสียแล้ว)

ทำให้คุณพ่อเป็นผู้จัดการมรดก แต่คุณพ่อได้มีการโอนให้ลูกหลังเกิดคดี

กรณีนี้สิทธิในสินทรัพย์จะเป็นอย่างไร หนูกลัวโดนยึดบ้านและไม่มีที่อยู่ค่ะ


2. กรณีสินทรัพย์ที่ยังเป็นชื่อคุณพ่อ ซึ่งกำลังจะทำการขาย

กรณีนี้ ลูก หรือ ญาติ หรือบุคคลภายนอก สามารถซื้อต่อได้ไหม

และจะถือว่ามีความผิดฐานถ่ายโอนทรัพย์สินหรือไม่ อย่างไร


3.กรณีคุณพ่อไม่มีเงินพอจ่ายค่าคดี แล้วโดนฟ้องเป็นคนล้มละลาย

แล้วสินทรัพย์ต่างๆที่โอนไปจะมีผลกระทบอะไรหรือไม่ อย่างไร

4. กรณีโดนฟ้อง ว่าเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว หนี้สินต่างๆ ทางบัตรเครดิตที่ยังคงค้างอยู่จะเป็นอย่างไร
จะถือว่าเป็นบุคคลล้มละลายไม่มีความสามารถทางการชำระบัตรเครดิต ธนาคารทางบัตรเครดิตจะยังตามทวงหนี้หรือไม่ แค่ไหนอย่างไรคะ



รบกวนตอบคำถามข้อข้องใจนี้ด้วยนะคะ เพราะเหลือเวลาที่ศาลจะสั่งฟ้องอีกไม่นานแล้วน่ะค่ะ

จะได้เตรียมตัวเตรียมใจถูก

ขอบคุณมากค่ะ

จากคุณ ลูกสาว



ถึงคุณ ลูกสาว

1.ถ้าศาลพิพากษาแล้ว ผู้ถูกฟ้อง(พ่อของคุณ)ได้โอนทรัพย์สินอะไรต่างๆไปให้ผู้อื่น(ลูก)

โดยเจ้าหนี้ไม่สามารถยึดทรัพย์จากผู้ถูกฟ้องได้(เนื่องจากได้โอนไปแล้ว)

ผู้ถูกฟ้อง(พ่อของคุณ)จะมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ ดังนี้

>>
ตามมาตรา๓๕๐ ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จากข้างต้น เจ้าหนี้จะฟ้องเป็นคดีอาญา

หลังจากศาลพิพากษาว่าผู้ถูกฟ้อง(คุณพ่อของคุณ)มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้แล้ว
เจ้าหนี้เขาก็จะมาฟ้อง เป็นคดีแพ่งโดยฟ้องผู้ที่รับโอนทรัพย์สินจากคุณพ่อไป(ลูก)
คือ ฟ้องเพิกถอนกรรมสิทธิ์ และโอนกลับมาให้คุณพ่อเหมือนเดิม เพื่อเจ้าหนี้จะได้ยึดทรัพย์สินของคุณพ่อ
นำไปขายทอดตลาด เอาเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ต่อไป

2.ตามกฎหมายแล้ว หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว คุณพ่อไม่สามารถขายหรือจำหน่ายจ่ายโอนอะไรที่เป็นทรัพย์สินของคุณพ่อให้กับบุคคลอื่นได้เลย แม้จะขายให้ลูกหรือญาติก็ตามแต่ถ้ามีบุคคลภายนอกมาซื้อทรัพย์ของคุณพ่อเช่น ซื้อบ้านและที่ดินหรือรถยนต์ และไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยสุจริตและเขาไม่ทราบว่าคุณพ่อถูกฟ้องและศาลมีคำพิพากษาแล้ว ผู้ซื้อทรัพย์ดังกล่าวก็ไม่ต้องคืนเพราะเขาไม่ทราบมาก่อนว่าคุณพ่อถูกฟ้องแต่คุณพ่อก็ยังต้องรับผิดทางอาญาฐานโกงเจ้าหนี้

3.ถ้าคุณพ่อถูกฟ้องล้มละลายแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ของกรมบังคับคดีในคดีล้มละลาย เขาก็จะเข้ามาตรวจสอบว่าคุณพ่อมีทรัพย์สินอะไรบ้างหรือมีสิทธิประโยชน์ที่จะเรียกจากผู้ใดได้บ้าง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็จะมาติดตามตรวจสอบและเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องส่งมอบทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆที่คุณพ่อควรจะได้จากบุคคลภายนอกหรือผู้อื่นให้มาอยู่ในความดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เสมือนเป็นทรัพย์สินกองกลางของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดูแล เพื่อให้เจ้าหนี้ต่างๆของคุณพ่อมาขอรับชำระหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามอัตราส่วนของเจ้าหนี้แต่ละคนที่จะได้รับมากน้อยอยู่ที่จำนวนหนี้ที่คุณพ่อคุณเป็นหนี้เขา ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็จะดำเนินการเฉลี่ยหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทุกๆคนตามอัตราส่วนดังกล่าว

4.หนี้จากบัตรเครดิตก็จะมาขอเฉลี่ยหนี้สินจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามข้อ3

คำแนะนำ คุณลูกสาว ควรจะขอประนอมหนี้กับเจ้าหนี้หรือหาบุคคลที่พร้อมจะช่วยเหลือเราในเรื่องหนี้สินให้เป็นผู้ไปเจรจากับเจ้าหนี้ว่าจะค้ำประกันและรับผิดชอบในหนี้ของคุณพ่อแทน เจ้าหนี้จะเอาไปไตร่ตรอง หรือนัดเจรจากับคุณพ่อและผู้ที่จะมาค้ำประกันให้เกี่ยวกับเงื่อนไขการชำระหนี้เพราะเจ้าหนี้คิดว่ายังไงก็ยังได้เงินบ้างดีกว่าปล่อยให้คุณพ่อล้มละลายและไม่ได้อะไรเลยเพราะปัจจุบันกฎหมายล้มละลายมีระยะเวลาในการล้มละลายของลูกหนี้เพียงสามปีหากพ้นสามปีแล้วลูกหนี้ก็จะกลับคืนสู่สถานะเดิม(คือไม่เป็นผู้ล้มละลาย)

ขอให้คุณลูกสาว และคุณพ่อ สู้ต่อไป ขอเป็นกำลังใจช่วย อย่ายอมแพ้ หาทุกวิถีทางที่จะทำได้

ถ้าคุณลูกสาว หรือบุคคลท่านอื่น มีคำถามอะไรเพิ่มเติม ยินดีตอบให้ทันที

ที่ในคอมเม้นท์ หรือ e-law.family@hotmail.com

- ทนายโฮจุน -

Comment

Comment:

Tweet


#11 by (94.242.214.6) At 2011-12-09 14:23,
#10 by (94.242.214.6) At 2011-12-09 14:22,
#9 by (94.242.214.6) At 2011-12-09 14:22,
That’s great that you do a king of fantastic fact close to this good post. And I think that this would be good when some students get the writing thesis or dissertation from you.
#8 by thesis (94.242.214.6) At 2011-12-09 14:21,
#7 by (193.105.210.41) At 2011-11-20 16:24,
#6 by (193.105.210.41) At 2011-11-20 16:24,
#5 by (193.105.210.41) At 2011-11-20 16:23,
#4 by (193.105.210.41) At 2011-11-20 16:23,
To get the best wars essays paper can be not just a dream today. Custom papers writing organizations furnish different students with great quality term paper. Therefore, it's great opportunity for you to save your grades.
#3 by RASMUSSEN25MARYANNE (193.105.210.41) At 2011-11-20 16:20,
คุณทนายโฮจุนคะ
คือตอนนี้ศาลยังไม่ได้พิพากษา แต่กำลังอยู่ในขั้นตอนที่โจทย์กำลังยื่นอุทธรณ์ผลคดีจากศาลชั้นต้นน่ะค่ะ ซึ่งตอนนี้ศาลไม่รับคำร้องของคุณพ่อแล้วน่ะค่ะ เหมือนจะรอแต่คำสั่ง หรือ ผลการตัดสินของศาลน่ะค่ะ ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน
กรณีนี้ถ้ามีการซื้อขาย หรือ โอนสินทรัพย์เกิดขึ้น คุณพ่อจะมีความผิดทางอาญา ด้วยไหมคะ เพราะทำในระหว่างก่อนมีคำพิพากษาออกมาน่ะค่ะ
รบกวนด้วยนะคะ เพราะตอนนี้ยังไม่มีคำพิพากษาออกมาน่ะค่ะ

ขอบคุณมากๆ อีกครั้งค่ะ
#2 by ลูกสาว (203.152.14.196 /10.10.11.204) At 2006-08-16 16:02,
ขอบคุณมากค่ะ ทนายโฮจุน ...
แล้วยังงี้ กรณีคุณพ่อไม่ได้ทำงาน ไม่มีรายได้แล้ว ทำการขายสินทรัพย์นั้น เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่าย ใช้ชำระค่าใช้จ่ายทางคดี กรณีนี้ ทางศาลจะมีความเห็นว่าอย่างไรคะ จะถือว่าเป็นเจตนาถ่ายโอนทรัพย์สิน อีกหรือไม่อย่างไรคะ เพราะไม่ได้มีเจตนาจะไม่ใช้ แต่ไม่มีเงินใช้จ่ายในการดำรงชีพน่ะค่ะ

และขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติม กรณีที่บางท่านอาจมองว่า มีเจตนาโกงเจ้าหนี้นะคะ ...
คือเรื่องของเรื่อง คือ กรณีของคุณพ่อนี้ ผิดสัญญาที่ได้ทำไว้กับบริษัท เพราะทางบริษัทได้จ้างให้คุณพ่อเป็นที่ปรึกษาต่ออีก 2 ปี หลังจาก เกษียณอายุ โดยในสัญญาบอกเอาไว้ว่า ห้ามไปทำงานในที่อื่นที่มีลักษณะธุรกิจที่เป็นคู่แข่งกัน แต่พอดีปีที่ 2 คุณแม่ไม่สบายหนักจนหลับสบายไปในที่สุด คุณพ่อไม่มีเงินเพียงพอที่จะไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลคุณแม่ และลูกๆ ก็ยังเรียนกันอยู่ ทำให้ในที่สุด คุณพ่อต้องไปหางานอื่นทำ เพื่อเป็นรายได้เสริม โดยคุณพ่อให้เหตุผลว่า พ่อทำงานในลักษณะนี้มาทั้งชีวิต ทุ่มเทอยู่ที่บริษัทนี้มา 30 กว่าปี พ่อก็ไม่รู้จะไปทำอย่างอื่นอะไรดี อายุก็ 60 กว่า แล้ว ซึ่งพอดีตอนนั้นมีคนรู้จักคุณพ่อมาชวนไปทำงานด้วย คุณพ่อเลยตัดสินใจไปทำ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และคิดไม่ถึง ถึงผลกระทบที่จะตามมา ... ซึ่งในที่สุดก็เป็นเหตุให้ทางบริษัทไม่พอใจ และดำเนินการฟ้องคุณพ่อในทุกวันนี้น่ะค่ะ ...
ซึ่งที่เล่าไปทั้งหมดนี้ ยอมรับค่ะ ว่า คุณพ่อผิดสัญญาเค้าจริง แต่ไม่มีเจตนาที่จะไปทำร้ายใคร หรือ องค์กรใด เพียงแต่ว่า เป็นภาวะจำยอม เพื่อการดำรงชีพ
ซึ่งก็ไม่ได้มีเจตนาที่โกงหรือไม่จ่ายเจ้าหนี้แต่อย่างใด แต่เพียงเพื่อต้องการช่วยคุณพ่อให้ทุกข์ใจ และกังวลใจน้อยที่สุดน่ะค่ะ เพราะทรัพย์สินเหล่านี้ เป็นสิ่งที่คุณพ่อ และคุณแม่ทำงานเก็บเงินเพื่อให้ลูกๆ มาทั้งชีวิตน่ะค่ะ ... เป็นใครก็ต้องหวงแหนเป็นธรรมดาน่ะค่ะ
จึงอยากขอทราบอีกเรื่องนึงน่ะค่ะ ว่า ยังงี้จะถือว่าผิดรัฐธรรมนูญในเรื่องการประกอบอาชีพโดยสุจริต หรือเปล่าคะ เพราะจริงๆ แล้ว สัญญาทุกสัญญา จะต้องอยู่ภายใต้กม.น่ะค่ะ คุณ ทนายวโฮจุนว่า ทางศาลจะรับพิจารณาไหมคะ

ขอบคุณมากๆ ค่ะ
#1 by ลูกสาว (203.146.8.77 /10.10.11.204) At 2006-08-16 10:32,